ในยุคที่ประเทศไทยก้าวขาเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทุกขณะ ส่งผลให้ขาดแคลนแรงงานไทยทั้งที่อัตราการว่างงานปี 2555 ของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.6-0.9 เท่านั้น (ดูข้อมูลประกอบที่ http://www.ilo.org/ilostat/faces/home/statisticaldata/data_by_country/country-details?country=THA&_afrLoop=88161686317131#%40%3F_afrLoop%3D88161686317131%26country%3DTHA%26_adf.ctrl-state%3Dp6az5lyos_171
เราจึงพบเห็นแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่รอบตัว ไม่ว่าเป็นแม่บ้านทำความสะอาดในห้างค้าปลีกข้ามชาติ พ่อครัวที่ร้านอาหารหรูกลางกรุง หรือแม้กระทั่งพนักงานรปภ.ในโรงแรม ฯลฯ
ทว่าคนไทยส่วนหนึ่งกลับเลือกที่จะจดจำและรับรู้แต่เพียงว่าแรงงานเพื่อนบ้านบางส่วนเข้ามาก่อปัญหาสารพัด เช่น ฆ่านายจ้าง สกปรกนำโรคติดต่อ บรรพบุรุษเคยเผากรุงศรีอยุธยาและอาจมายึดมหาชัย ฯลฯ แต่กลับไม่อยากจะเข้าใจการมีอยู่หรือรับรู้ปัญหาความทุกข์ร้อนของคนที่พูดไทยไม่ชัดเหล่านี้
ดังนั้นข่าวหญิงพม่าถูกข่มขืน คนกัมพูชาหรือคนลาวเกิดอุบัติเหตุรถขนคนงานพลิกคว่ำหรือที่เป็นศพลอยอืดกลางทะเลเพราะพยายามหลบหนีเข้าเมืองจึงกลายเป็นพาดหัวข่าวที่ชินชาสำหรับสังคมไทยและวันรุ่งขึ้นข่าวก็จะเงียบหายไปตามสายลม
ขณะที่หากพิจารณาสภาวการณ์ปัจจุบันที่แรงงานเหล่านี้ประสบอยู่อาจไม่ต่างกับเจ้าของประเทศทั้งปัญหาค่าครองชีพที่ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้า ค่าทางด่วนที่ปรับเพิ่ม และยังมีค่าโดยสารรถแท๊กซี่ และฯลฯที่มีแนวโน้มขยับตามมาเป็นระลอก
ส่วนข้อหาว่าแรงงานข้ามชาติไม่เสียภาษีน่าจะเริ่มเจือจางไป เมื่อแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองถูกกฎหมายเริ่มเสียภาษีพิเศษให้ประเทศไทยโดยการจ่ายเงินสมทบผ่านกองทุนประกันสังคม เช่นเดียวกับภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าและบริการ (รัฐบาล นายจ้างและลูกจ้างร่วมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนนี้) เพียงแต่แรงงานฯส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำจึงยังไม่เสียภาษีรายได้
เมื่อปัญหาค่าครองชีพมาผนวกกับปัญหาสังคม ปัญหาสุขภาพ ทำให้แรงงานข้ามชาติบางส่วนต้องจนแต้มไม่ต่างจากคนไทย คือ จน...เครียด...กินเหล้า ลงเอยด้วยปัญหาทะเลาะวิวาท ตบตีกันในบ้าน บางส่วนหันไปใช้ยาเสพติดไม่ว่ายาบ้า กระท่อม(ที่กำลังจะยกระดับขึ้นมากลายเป็นสมุนไพร) ตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยก็หลายราย
ผู้เขียนพบว่าแรงงานเหล่านี้จำนวนหนึ่งเข้ารับบริการแผนกจิตเวชที่สถานพยาบาล กลายเป็นว่าจะเข้ามาทำงาน กลับป่วยเป็นโรคจิต...โรคประสาท..ไม่มีงาน ไม่มีเงิน
ดังนั้น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขโดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงริเริ่มโครงการนำร่องเตรียมความพร้อมการดูแลปัญหาสุขภาพจิตบุคลากรจากประเทศอาเซียนขึ้นหลังจากเคยจัดกิจกรรมร่วมกับแรงงานไทยที่ไปทำงานยังต่างประเทศ
กิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานข้ามชาติดำเนินการใน 2 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาครและสมุทรปราการ ในเดือนกันยายน 2556 และจัดเวทีร่วมกับนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สถานพยาบาลทั่วประเทศ ฯลฯ
| แรงงานตบเท้าทยอยเดินเข้าอบรม |
กระบวนการประชุมได้เปิดโอกาสให้แรงงานจากประเทศพม่า (พม่า มอญ กะเหรี่ยง ยะไข่ ฯลฯ)และกัมพูชา ได้สะท้อนและทบทวนเหตุที่ต้องมาเป็นแรงงานในประเทศไทย วิธีการเข้ามาทั้งถูกและผิดกฎหมาย ซึ่งหลังเข้ามาต้องประสบชะตากรรมมีชีวิตความเป็นอยู่ต่างกัน
บ้างต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ ปัญหาของคนต่างถิ่นที่รุมเร้าจากสถานะทางกฎหมาย สื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ปัญหาเข้าไม่ถึงสิทธิการรักษาพยาบาล อันตรายจากงานที่ทำ ตลอดจนปัญหาสิทธิแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ถูกทำร้ายร่างกาย หรือแม้กระทั่งถูกกลั่นแกล้งแจ้งตำรวจจับทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด
ด้วยมีเป้าหมายสำคัญคือครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง ส่วนที่พึ่งทางใจอย่างน้อยคือวัดอันพอจะเป็นสถานที่ให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ได้มีที่ทางอาศัยร่มเงาดับความทุกข์ร้อนลงบ้าง
| ช่วงระดมสมอง สะท้อนความเป็นอยู่ |
กิจกรรมเหล่านี้เท่ากับเป็นการเปิดมุมมองให้แรงงานฯได้ทบทวนตัวเองและหาทางออกที่เหมาะสม แม้หน่วยงานหลายแห่งเริ่มหันมาสนใจกลุ่มเป้าหมายต่างชาติ แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการอบรมให้ความรู้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน การป้องกันการค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงกฎหมายเข้าใจยาก
ขณะที่กรมสุขภาพจิตเล็งเห็นความสำคัญของหัวจิตหัวใจของคนชายขอบที่ไม่เคยถูกสังคมเหลียวแล ในแง่ผลตอบรับจึงเห็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายคนที่ไม่เคยรู้จักกันกล้าแสดงความคิดเห็น ให้ข้อมูลอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเป็นประสบการณ์ที่ผ่านปัญหามาด้วยตนเอง
| สื่อภาษาแรงงานได้รับความสนใจมาก |
| หมวกบอกอารมณ์แสดงความสุขจากการทำงานในไทย |
ช่วงที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามคือกิจกรรมหมวกบอกอารมณ์ที่ให้แรงงานฯพับกระดาษ 2 สี (สีชมพูและม่วง)เป็นหมวก โดยหมวกสีชมพูสื่อถึง"ความสุขที่ได้จากการทำงานที่เมืองไทย" ส่วนหมวกสีม่วงสื่อถึง "สิ่งที่ทำให้มีความสุขน้อยลง" "ทำอย่างไรเมื่อไม่มีความสุข" และ"ทำอย่างไรให้ความสุขกลับคืนมา" จากกิจกรรมนี้ทำให้ค้นพบอีกอย่างว่า "พับหมวกของพม่ากับไทยไม่ต่างกันเลย"
ที่น่าทึ่งคือตลอดเวลาที่แรงงานข้ามชาติร่วมกิจกรรมนั้น ในห้องประชุมไม่พบว่ามีเสียงริงโทน หรือเสียงรับโทรศัพท์ให้เป็นที่รำคาญใจเหมือนการประชุมเสวนาอื่นที่มักได้ยินกันอยู่เป็นประจำ
ส่วนช่วงของการนวดคลายเครียดก็เรียกเสียงฮือฮาไม่แพ้กัน เพราะมีทั้งการฝึกหายใจ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฯลฯ เพราะแรงงานฯหลายคนมักต้องทำงานซ้ำซากแบบเดิม ขณะที่กิจกรรมนี้สามารถทำเองก็ได้ ง่ายจัง! (DIY : Do it yourself !) ไม่ต้องเสียเงินไปร้านนวดสปาเหมือนผู้เขียนที่ไปทุกเดือน (ฮา)
| รู้จักสมองและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง |
| นวดคลายเครียดด้วยตัวเอง |
| ล่ามสาวๆของโรงพยาบาลสมุทรสาคร |
| ทีมวิทยากรจากกรมสุขภาพจิตทุ่มเทอย่างมาก |
| ตัวแทนกลุ่มช่วยกันวิเคราะห์หาทางออกเมื่อเกิดปัญหาความเครียดขึ้น |
| ครั้งสุดท้าย เป็นการอบรมบุคลากร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ |
นับว่าเป็นความก้าวหน้าของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขที่จัดทำหลักสูตร คู่มืออบรม และสื่อที่เป็นภาษาแรงงานข้ามชาติ (พม่า กัมพูชา) โดยความร่วมมือของมูลนิธิรักษ์ไทยที่สนับสนุนล่ามแปลสื่อเอกสาร และการริเริ่มทำโครงการนำร่องเตรียมความพร้อมการดูแลปัญหาสุขภาพจิตบุคลากรจากประเทศอาเซียนถือเป็นความพยายามที่น่าชมเชย ด้วยเป็นการลงมาสัมผัสกับแรงงานเคลื่อนย้ายระดับล่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่ยังขาดที่ยืนในสังคมนี้
เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม หากทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมก็จะสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมไทยอย่างเป็นปกติสุข และลดสถานการณ์ปัจจุบันที่คนไทยหวาดระแวงแรงงานเพื่อนบ้าน ไม่ต่างกับที่เพื่อนบ้านก็หวาดระแวงเจ้าของประเทศเช่นกัน.
กันยายน 2556